วันพุธที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2554

ประกาศรับสมัครงาน

**ด่วน !!! รับสมัครพนักงาน ในตำแหน่ง ต่อไปนี้**

ตำแหน่ง :

1.ช่างทอผ้าไหม        2  อัตตรา
2.พนักงานฝ่ายขาย    2  อัตตรา


คุณสมบัติ :

มีความรู้ และ ประสบการณ์ในการทอผ้าไหม สามารถทำงานล่วงเวลาได้


เพศ :

ชาย/หญิง


ระดับการศึกษา :

ไม่จำกัด วุฒิการศึกษา


รายได้ :

9000 - 12000 บาท ต่อเดือน


สนใจติดต่อได้ที่ :

คุณชาติชาย  : โทร 02-7479331 // 081-2345678  ตั้งแต่เวลา 08:00 น.-22:00 น.

วันอังคารที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2554

ผ้าไหมของภาคอีสาน

             การทอผ้าไหมนั้นในยุคอดีต คนไทยทอขึ้นเพื่อนำมาใช้เองเป็นเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มต่างๆโดยนิยมนำมาทอ เป็นผ้าถุง เสื้อ และผ้าสไบ เพราะผ้าไหมมีความสวยงามของเนื้อผ้าเป็นงานหัตถกรรม อันดับต้นๆ ของการทอผ้า


        ผ้าไหมของทางภาคอีสาน มีหลายชนิด เช่น ผ้าไหมแพรวา ผ้าไหมมัดหมี่ ฯลฯ การทอผ้าไหมใช้เวลาในการทอค่อนข้างนาน เนื่องจากเป็นงานที่มีความละเอียดอ่อน ค่อนข้างสูง เป็นงานที่ประณีตมาก ในปัจจุบัน การทอผ้าไหมนั้น เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่สามารถนำรายได้ มาเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ เนื่องจากผ้าไหม มีราคาที่ค่อนข้างสูง และเป็นที่นิยม กันอย่างแพร่หลาย เพราะมี ลวดลายที่สวยงาม เนื่อผ้าที่สวย ทำให้ผู้คนหันมาให้ความสนใจกับผ้าไหมมากขึ้น


         ดังนั้นการทอผ้าไหม จึงเป็นอีกอาชีพหนึ่ง ที่คนในชุมชน ควรหันมาให้ความสนใจ เพื่อนำไปเป็นอาชีพ หารายได้อีก ทางหนึ่ง อีกทั้งการทอผ้าไหมยังสามารถถ่ายทอดให้แก่ผู้ที่ให้ความสนใจและต้องการอนุรักษ์ผ้าไหม  และยังเป็นการช่วยกันอนุรักษ์ผ้าไหมให้อยู่คู่ กับคนไทยไปตลอด เป็นการสืบสานภูมิปัญญาในการทอผ้าไหมท้องถิ่นของชุมชนอีกด้วย


ผ้าไหมแพรวา

ผ้าไหมมัดหมี่

ขอขอบคุณที่มาของรูปภาพจาก เว็ปไซด์ : http://www.tv5.co.th/

วิวัฒนาการของผ้าไหมไทย

แม้ว่าเราจะไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดมาใชอธิบายเรื่องจุดกำเนิดของการทอผ้าในประเทไทยก็ตาม แต่ก็อาจจะกล่าวได้ว่า การทอผ้าเป็นงานศิลปหัตถกรรมที่เก่าแก่ที่สุดอย่างหนึ่งที่มนุษย์ในสมัยโบราณที่อาศัยอยู่ในดินแดนนี้รู้จัก ทำขึ้นตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์
          ภาพเขียนสีบนผนังถ้ำเช่นที่ เขาปลาร้า จังหวัดอุทัยธานี อายุประมาณ 2,500 ปีมาแล้ว มีรูปมนุษย์โบราณกับสัตว์เลี้ยง เช่น ควาย และสุนัข แสดงว่ามนุษย์ยุคนั้นรู้จักเลี้ยงสัตว์แล้ว ลักษณะการแต่งกายของมนุษย์ยุคนั้นดูคล้ายกับจะเปลือยท่อนบน ส่วนท่อนล่างสันนิษฐานว่าจะ ใช้หนังสัตว์ หรือผ้าหยาบๆ ร้อยเชือกผูกไว้รอบๆ สะโพก บนศีรษะประดับด้วยขนนก
          จากภาชนะเครื่องปั้นดินเผาโบราณที่พบ บริเวณถ้ำผี จังหวัดแม่ฮ่องสอน อายุประมาณ 7,000 - 8,000 ปีมาแล้ว พบว่ามีการตกแต่งด้วยรอยเชือก และรอยตาข่ายทาบ ทำให้เราสันนิษฐาว่า มนุษย์น่าจะรู้จักทำเชือกและตาข่ายก่อน โดยนำพืชที่มีใยมาฟั่นให้เป็นเชือก แล้วนำเชือกมาผูก หรือถักเป็นตาข่าย จากการถักก็พัฒนาขึ้นมาเป็นการทอด้วยเทคนิคง่ายๆ แบบการจักสานคือนำเชือกมาผูกกับไม้หรือยึดไว้ให้ด้ายเส้นยืนแล้วนำเลือกอีกเส้นหนึ่งมาพุ่งขัดกับด้ายเส้นยืน เกิดเป็นผืนผ้าหยาบๆ ขึ้น เหมือนการขัดกระดาษหรือการจักสาน เกิดเป็นผ้ากระสอบแบบหยาบๆ
          เราพบหลักฐานที่สำคัญทางโบราณคดีที่บริเวณบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี เช่น พบกำไล สำริด ซึ่งมีสนิม และมีเศษผ้าติดอยู่กับคราบสนิมนั้น นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า สนิมเป็นตัวกัด
          กร่อนโลหะซึ่งเป็นอนินทรียวัตถุ แต่กลับเป็นตัวอนุรักษ์ผ้าซึ่งเป็นอินทรียวัตถุไว้ไม่ให้เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ที่แหล่งบ้านเชียงนี้ เรายังพบ แวดินเผาซึ่งเป็นอุปกรณ์การปั่นด้ายแบบง่าย ๆ และพบลูกกลิ้งแกะลายสำหรับใช้ทำลวดลายบน ผ้าเป็นจำนวนมาก จึงทำให้พอจะสันนิษฐานได้ว่า มนุษย์อาศัยอยู่ในบริเวณบ้านเชียงเมื่อ 2,000-4,000 ปีมาแล้ว รู้จักการปั่นด้าย ทอผ้า ย้อมสี และพิมพ์ลวดลายลงบนผ้าอีกด้วย

ภาพ:Mai 3.jpg

วันพุธที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2554

ประวัติส่วนตัว ชื่อ-นามสกุล นายศุภวุฒิ สิงห์นุกูล

อายุ 22 ปี เกิดวัน อังคาร ที่ 25 ตุลาคม 2531 เลือดกรุ๊ป B

สถานที่เกิด โรงบาลชุมพรเขตอุดมศักดิ์ จังหวัดชุมพร

อยู่บ้านเลขที่ 333/12 ม.5 ต.นาทุ่ง อ.เมือง จ.ชุมพร 86000

ประวัติการศึกษา
-ระดับชั้นประถมศึกษา

จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จาก โรงเรียนอนุบาลชุมพร

-ระดับมัธยมศึกษา

จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จาก โรงเรียนศรียาภัย



กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม เอก การพัฒนาชุมชน


 
งานอดิเรก

-เล่นเกมส์คอมพิวเตอร์

-เล่นกีร์ต้า

ความสามารถพิเศษ

-เล่นกีต้าร์

ความคาดหวังและเป้าหมายในอนาคต
-เรียนจบระดับปริญญาตรี

-เปิดร้าน Internet Cafe`

-มีครอบครัวที่มั่นคง

-สามารถเลี้ยงพ่อแม่ และครอบครัวได้




-ระดับปริญญาตรี

ผ้าไหมไทยกับการเข้าสู่ผลิตภัณท์ระดับนานาชาติ

ในอดีตไหมไทยไม่ที่รู้จักแพร่หลายในตลาดโลกมากนัก แม้กระทั่งคนไทยยังไม่นิยมนำผ้าไหมมาตัด เย็บเสื้อผ้า เพราะผ้าไหมถูกตีกรอบให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้ใหญ่เท่านั้น จนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อจิม ทอมสัน ชาวอเมริกันฟื้นฟูอุตสาหกรรมไหมไทย ขึ้นมาใหม่ทำให้ผ้าไหมขึ้นมาใหม่ทำให้ผ้าไหมไทยเป็น ที่รู้จักของโลกภายนอกมากยิ่งขึ้น
         ประกอบกับที่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถทรงมีพระราชดำริ ในการก่อตั้งศูนย์ศิลปาชีพ เพื่อส่งเสริมงานฝีมือภูมิปัญญาไทย ผ้าไหม "มัดหมี่" จึงเป็นศิลปะอีกแขนง หนึ่งที่ทรงให้ความสำคัญ และได้รับส่งเสริมพัฒนาในทุกขั้นตอนการผลิต ทรงส่งเสริมให้มีผลิตออก มาหลายๆ รูปแบบทั้งแบบผืนยาวเรียบลายแถบ ยกดอก ภาพพิมพ์สมเด็จฯท่านทรงเป็นแบบอย่างในการ เผยแพร่ชื่อเสียงของผ้าไหมไทยโดยการที่ทรงฉลองพระองค์ด้วยผ้าไหมไทย ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศหรือ เสด็จต่างประเทศก็ตาม
         ผ้าไหมมัดหมี่นอกจากจะมีลวดลายที่สวยงาม แล้วยังมีความทนทานสามารถสวมใส่ได้หลายปี หาก รู้จักวิธีการรักษาที่ถูกต้อง ปัจจุบันดีไซเนอร์ชั้นนำทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศนิยมนำผ้าไหมทั้งผ้าพื้น และผ้ามัดหมี่ไปตัดเย็บ จัดแสดงแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นผ้าไหมให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ ซึ่งผ้าไหม 2 เส้น นิยมตัดชุดสำหรับสุภาพสตรีส่วนของผ้าไหม 4 เส้น นำมาตัดเป็นเสื้อพระราชทาน สำหรับสุภาพบุรุษหรือตัด ชุดสูทเป็นการออกแบบผสมผสานความงามของผ้าไหมไทยกับการตัดเย็บอย่างประณีตในรูปแบบสากล เพื่อช่วยเสริมให้บุคลิกของผู้สวมใส่ดูสวยงามไม่ล้าสมัย เหมาะสมกับคนทุกวัยและทุกโอกาส จากการเริ่ม ต้นแค่ภูมิปัญญาของชาวชนบทในภาคอีสานของไทย เดี๋ยวนี้ผ้าไหมไทยกลายเป็นสินค้าสำคัญของประเทศ และเป็นที่ต้องการของตลาดโลกไปแล้ว...

วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ผ้าไหมไทยหัตกรรมพื้นบ้านของชาวไทย

ผ้าในงานหัตถกรรมพื้นบ้านโดยทั่วไปมีอยู่สองลักษณะคือ ผ้าพื้นและผ้าลาย ผ้าพื้นได้แก่ ผ้าที่ทอเป็นสีพื้นธรรมดาไม่มีลวดลาย ใช้สีตามความนิยม ในสมัยโบราณสีที่นิยมทอกันคือ สีน้ำเงิน สีกรมท่าและสีเทา ส่วนผ้าลายนั้นเป็นผ้าที่มีการประดิษฐ์ลวดลายหรือดอกดวงเพิ่มขึ้นเพื่อความงดงาม มีชื่อเรียกเฉพาะตามวิธี เช่น ถ้าใช้ทอ (เป็นลายหรือดอก) ก็เรียกว่าผ้ายก ถ้าทอด้วยเส้นด้ายคนละสีกับสีพื้น เป็นลายขวาง และตาหมากรุกเรียกว่า ลายตาโถง ถ้าใช้เขียน หรือพิมพ์จากแท่งแม่พิมพ์โดยใช้มือกด ก็เรียกว่า ผ้าพิมพ์ หรือผ้าลายอย่าง ซึ่งเป็นผ้าพิมพ์ลาย ที่คนไทยเขียนลวดลายเป็นตัวอย่างส่งไปพิมพ์ที่ต่างประเทศ เช่น อินเดีย
          ผ้าเขียนลายส่วนมากเขียนลายทอง แต่เดิมชาวบ้านรู้จักทอแต่ผ้าพื้น (คือผ้าทอพื้นเรียบไม่ยกดอกและมีลวดลาย) ส่วนผ้าลาย (หรือผ้ายก) นั้น เพิ่งมารู้จักทำขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น หรือสมัยอยุธยาตอนปลาย สันนิษฐานว่าได้แบบอย่างการทอมาจากแขกเมืองไทรบุรีซึ่ง ถูกเจ้า-เมืองนครกวาดต้อนมา เมื่อครั้งที่เมืองไทรบุรีคิด ขบถประมาณ พ.ศ. 2354 อย่างไรก็ตาม ผ้าทั้งสองประเภทนี้ใช้วิธีการทอด้วยกันทั้งสิ้นวัสดุที นิยมนำมาใช้ทอคือ ฝ้าย ไหมและขนสัตว์ (แต่ส่วนมากจะใช้ฝ้ายและไหม) ชาวบ้านจะปลูกฝ้ายเป็นพืชไร่และเลี้ยงไหมกัน ฤดูที่ปลูกฝ้ายกันคือ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จนถึงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งกินเวลาถึง 6 เดือน ต้นฝ้ายจึงจะแก่ เมื่อ เก็บฝ้ายมาแล้วจึงนำมาปั่นและกรอให้เป็นเส้น ม้วนเป็นหลอด เพื่อที่จะนำไปเข้าหูกสำหรับ ทอต่อไป ชาวบ้านรู้จักทอผ้าขึ้นใช้เอง หรือสำหรับแลกเปลี่ยนกับเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นจะต้องใช้ภายในครอบครัว การทอนี้มีมาแต่โบราณกาลแล้ว ไม่มีใครทราบว่ามีมาแต่เมื่อไร และได้แบบอย่างมาจากใคร ถ้าจะพิจารณาดูตาม หลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้ว ในสมัยศรีวิชัย(ราวพุทธศตวรรษที่ 13) ชาวบ้านคงรู้จักการทอผ้าแล้วเพราะว่าในสมัยนั้นเป็นสมัย ที่ได้มีการติดต่อการค้าและรับเอาศิลปะและวัฒนธรรมมาจากชนชาติที่เจริญกว่า เช่น จีน อินเดีย อาหรับ และเปอร์เซีย ชนต่างชาติดังกล่าวคงได้มาถ่ายทอดไป